
สรุปบทสัมภาษณ์ “มองวิกฤตการลงทุนแบบ ดร.นิเวศน์” จากคลิป Money Chat
หากจะพูดถึง “วิกฤติ” ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายว่าช่วงเวลาหรือเหตุการณ์ที่อันตราย, ร้ายแรง และน่าเป็นห่วงแล้วล่ะก็ เราคงจะพูดได้เต็มปากว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในวิกฤติ ทั้งในทางเศรษฐกิจและทางการใช้ชีวิตเลยก็ว่าได้ เดี๋ยววันนี้เราจะมาสรุปใจความสำคัญๆจากบทสัมภาษณ์ของ “ดร.นิเวศน์” หรือคุณนิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนหุ้นคุณค่า (VI) รุ่นเก๋าระดับแนวหน้าของไทยในหัวข้อ “มองวิกฤตการลงทุนแบบ ดร.นิเวศน์”
ถ้าพร้อมแล้วเราก็ไปกันเลย
– จากการผ่านวิกฤติมาหลายต่อหลายครั้งของเขา ดร.นิเวศน์บอกว่าวิกฤติครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ
– วิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อครั้งปีพ.ศ. 2540 คนที่เดือดร้อนคือคนรวยและรายใหญ่ ส่วนคนระดับกลางและคนต่างจังหวัดนั้นไม่ค่อยกระทบมากสักเท่าไหร่
– วิกฤติ Subprime 2008 เมื่อปีพ.ศ. 2551 ก็เช่นกัน ตอนนั้นคนที่ตายคือสถาบันการเงินและบริษัทใหญ่ๆ ทำให้ตลาดหุ้นไทยร่วงลงมากว่า 50% แต่หลังจากนั้นก็กลับขึ้นไปได้ เพราะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับประชาชนไทยมาก
– วิกฤติในครั้งนี้ที่มันแตกต่างก็คือมันเป็น “วิกฤติคนจน” เพราะกำลังมีคนหลายล้านคนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอื่นๆที่เกี่ยวข้องเดือดร้อน
– “รายได้ไม่มี หนี้เพิ่มขึ้น” คือสิ่งที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ หากดูไปที่หนี้ครัวเรือนจะพบว่ามีอยู่สูงถึง 80% อีกทั้งสินค้าการเกษตรยังมีราคาตกต่ำทำให้รอบนี้คนต่างจังหวัดก็ไม่รอด
– ปัญหาสังคมนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม และปัญหาเหล่านี้นำไปสู่ปัญหาทางการเมือง ดังนั้นควรที่จะต้องรีบแก้ไขปัญหาสังคม ปล่อยมาตรการที่ช่วยเหลือปากท้องของคนออกมาก่อน เพราะปัญหาของสังคมไทยในรอบนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง
– โรคระบาดคือสิ่งที่ต้องรีบแก้ไขเป็นสิ่งแรก เพราะหากยิ่งปล่อยให้ยืดเยื้อเศรษฐกิจยิ่งแย่ ถ้าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังไม่สดใส สถานบริการ สถานบันเทิงยังไม่เปิดนั่นหมายถึงการจ้างงานและรายได้ก็จะยังไม่เกิดขึ้น
– บางคนทำอาชีพเดียว ทำงานอย่างเดียวมาทั้งชีวิต ซึ่งการปรับตัวนั้นถือเป็นเรื่องที่ยากและเป็นไปแทบไม่ได้เลยในบางคน ดังนั้นตรงนี้จึงควรมีคำตอบและการช่วยเหลือเพราะบางครั้งการอยู่ใครอยู่มันก็เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้
– ความหวัง คือสิ่งที่สำคัญต่อมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ เพราะคนเราอยู่ได้ด้วยความหวัง ถ้ายังไม่มีคำตอบให้คนได้รู้แนวทางและคาดหวังกันแล้วประเทศคงจะไปต่อได้ยาก
– ในมุมมองส่วนตัวแล้วดร.นิเวศน์คิดว่าในช่วงประกาศผลประกอบการของ 2 ไตรมาสแรกปีนี้ หากบริษัทไหนที่มีกำไรลดลงไม่เกิน 20% ก็ถือว่าต้องยกนิ้วให้เลย
– AOT เป็นหนึ่งในหุ้นใหญ่ที่เป็นหน้าด่านแรกของการท่องเที่ยว ดังนั้นในวิกฤตินี้ถือว่าพวกเขาน่าจะต้องเจ็บตัวหนักอยู่เหมือนกัน
– หากมองภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในตอนนี้ก็ถือว่าร่วงลงมาได้พอสมควรและหุ้นหลายๆตัวก็มีราคาที่ต่ำกว่าพื้นฐานบ้างแล้ว หากใครอยากลงทุนให้ค่อยๆศึกษาและทยอยซื้อ
– ณ ตอนนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังถือว่าคาดเดายากว่าจะกลับมาดีได้ตอนไหน ความเสียหายจะไปสิ้นสุดได้แค่ไหน
– วิธีได้เงินง่ายๆจากตลาดหุ้นมันหมดไปหลายปีแล้ว เมื่อก่อนได้กำไรกัน 20% ยังบ่นน้อย แต่เดี๋ยวนี้หากทำได้เฉลี่ย 3 ปีสัก 10% ก็ถือว่าดีแล้ว ดังนั้นหุ้นที่เขาจะซื้อต้องมีราคาถูก
– หุ้นที่แข็งแกร่งไม่โดน Disrupt ง่ายๆ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมและให้ปันผลปีละ 6% – 7% ตอนนี้ถือว่าน่าสนใจ ซึ่งดร.นิเวศน์มองว่าในอนาคตดอกเบี้ยก็ต้องโดนลดอีก ฝากเงินไปก็แทบจะไม่ได้อะไร
– จังหวะในการลงทุนก็สำคัญ แต่คุณก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามันจะลงไปได้ถึงไหนซึ่งในบางครั้งมันไม่ทัน
– โดยส่วนตัวเขาชอบหุ้นที่มีเรื่องราวและประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ถูกทำลายจากเทคโนโลยีได้ง่ายๆ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงระบบการปรับตัวของบริษัทนั้นๆว่าเขาไม่ยอมแก่
– ข้อเสียของไทยคือไม่มีบริษัทที่สร้างเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อแข่งขัน แต่ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการซื้อเทคโนโลยีเข้ามาใช้ได้
– บริษัทที่อยู่มานานแต่โดน Disrupt ได้ด้วยเทคโนโลยีและคนรุ่นใหม่ได้ แสดงว่าบริษัทนั้นยังไม่แข็งแกร่งมากพอ
– ในตอนนี้มีหุ้นในตลาดให้ดร.นิเวศน์เลือกมากขึ้น สิ่งแรกที่เขาดูคือความแข็งแกร่งของธุรกิจ ต่อมาคือราคาหุ้นว่าถูกพอรึยัง ถ้าหุ้นราคาถูกมากๆถึงแม้ไม่ใช่ผู้นำก็น่าสนใจแต่ก็ต้องเลือกอีกที นี่คือศิลปะในการเลือกหุ้นของเขา
– ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ตลาดหุ้นไทยไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวแต่ในปัจจุบันดัชนีได้ร่วงลงมาแล้ว ซึ่งเขาเชื่อว่าประเทศไทยมีความสามารถในการฟื้นตัวจากวิกฤติได้ดี โดยส่วนตัวเขาแล้วดร.นิเวศน์ บอกว่าเขาเข้าลงทุนเร็วเกินไปคือเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว
– สิ่งที่สำคัญกว่าเงินคือสุขภาพ รักษาตัวเองและครอบครัวอย่าให้ติดเชื้อไวรัส ซึ่งเราก็ต้องรู้จักบริหารความเสี่ยงทั้งในเรื่องสุขภาพและการเงิน
– ดร.นิเวศน์เปรียบตัวเองเป็นเหมือนกับเต่า พอเกิดอะไรไม่ดีก็หุบตัวเข้าไปอยู่ในกระดอง พอเหตุการณ์เริ่มดีขึ้นแล้วค่อยออกมาก็ยังไม่สาย
– เขาเคยใช้มาร์จิ้นเพื่อเล่นหุ้นอยู่ครั้งเดียวเมื่อตอน 2008 ซึ่งถ้าหากจะมีอีกครั้งก็ต้องเป็นการใช้มาร์จิ้นในสนามที่เขามีโอกาสแพ้น้อยมาก และที่สำคัญคือเขาใช้มาร์จินเพียงราวๆ 10% เท่านั้น
– ในปัจจุบันดัชนี SET ได้ร่วงลงมาแล้วราวๆ 30% ซึ่งถือว่ายังไม่เท่าปี 2008 ที่ร่วงลงมากว่า 50% แต่ดร.นิเวศน์มีมุมมองว่าวิกฤติในครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่า ให้จับตาดูสถานะการณ์ให้ดีเพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในช่วงนี้
“ในยามที่เรามืดมน เราต้องมีศรัทธาว่าเราจะต้องผ่านไปได้ หากคิดแล้วว่าโอกาสชนะมีเยอะกว่าถึงเสี่ยงก็ต้องกล้า สุดท้ายเนี่ยมันก็ต้องกลับมา”
ขอขอบคุณคลิปดีๆจากชาแนล Youtube Money Chat Thailand มา ณ ที่นี่ด้วย ใครสนใจอยากเข้าไปรับชมคลิปเต็มๆก็สามารถกดเข้าไปได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างนี่เลย
ผู้สนับสนุน
สนใจเปิดพอร์ท หุ้น TFEX SBL BLOCKTRADE กับโบรคเกอร์ KTBST
ค่าธรรมเนียมเรทพิเศษ
พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย
– ทีมงานมืออาชีพคอยให้บริการ
– โปรแกรม EFIN//ASPEN
– โปรแกรม SUPPORT อื่นๆเช่น MT4//MODEL TRADE//KTBST SMART และอื่นอีกมากมาย
กรอกรายละเอียดได้เลย